การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตหนังตะลุง
ได้เริ่มมีขึ้นในช่วง พ.ศ.2503 กล่าวคือการผลิตหนังตะลุงสมัยโบราณ
ช่างแกะหนังตัดรูปให้นายหนังนำไปแสดงเพียงอย่างเดียว ช่างแกะหนังตะลุงของตัวเอง
โดยไม่มีการลอกเลียนกันเหมือนในปัจจุบันนี้
ตั้งแต่ พ.ศ.2503 เป็น
ต้นมามีชาวต่างชาติ
เข้ามาเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น
ภาพหนังตะลุงกลายเป็นสินค้าของภาคใต้และประเทศไทย
ทำรายได้ให้ประเทศปีละรายพันร้อยล้าน
ในขณะที่การแสดง หนังตะลุงซบเซาลงไป
แต่การผลิตหนังตะลุงยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เห็น
คุณค่าของตัวหนังตะลุง ได้นำมาประดับตกแต่งบ้านเรือน
ช่างแกะหนังจึงมีมากขึ้น
และปัจจุบันสามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดีเช่นอาชีพอื่น
วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
งานแกะหนังหนังยุคเก่า
ประวัติความเป็นมาของรูปหนังตะลุง
จากหลักฐานทราบว่า
บริเวณที่อียิปต์ กรีก ตุรกี ซีเรีย อาฟริกาเหนือ บริเวณเหล่านี้มีหนังมาก่อน
โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้ครองอาณาจักรมาสิโดเนีย
ได้ใช้เวลาในการพิชิตโลก ๑๑ ปี เมื่อพระองค์เข้าเหยียบแดนไอยคุปต์ พระองค์ถือว่าท่านเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง
เมื่อได้เข้ามาเยี่ยมเทพสถานอำมอนรา เมื่อกลับออกมาหัวหน้านักพรตยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็นโอรสของอำมอนราแล้ว
ในการนั้นได้มีการเฉลิมฉลองการเป็นโอรสของพระองค์ ได้มีการแสดงหนังของไอยคุปต์ เมื่อพระองค์เดินทางเข้าสู่แคว้นปัญจาบของอินเดีย
ก็ได้นำศิลปศาสตร์ของกรีกเข้ามาด้วยแล้วต่อไปยังจีนและแพร่หลายไปในที่อื่นๆ ในเอเชียแต่นั้นมา
ซึ่งประเทศต่างๆ ที่พระองค์นำศิลปศาสตร์เข้าไป เช่น อินเดีย จีน
ก็นำไปดัดแปลงให้เข้ากับอารยธรรมของตน
เมื่ออินเดียรับอารยธรรมของกรีกและอียิปต์เข้ามา ในขณะเดียวกันอินเดียก็มีอารยธรรมอันสูงส่ง มีศาสนาพราหมณ์เป็นเจ้าอยู่ ก็นำมาปรับเข้ากับศาสนาและความเชื่อของตนแล้วนำแพร่ขยายลงไปยังอินเดียใต้ จีน เขมร ลาว ไทย ชวา มาลายู บาหลี ฯลฯ วิธีการเล่นหนังเมื่อไปถึงประเทศใด ประเทศนั้นก็รับเอาวิธีการปรับให้เข้าความเชื่อ ประเพณี ศาสนา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของตน เช่น เป็นหนังจีน หนังใหญ่ หนัง Sbek ของเขมร หนังชวา หนังบาหลี หนังทมิฬ และหนังตะลุงของไทย
การเล่นหนังในสมัยแรกๆ น่าจะเป็นหุ่น รูปหุ่นเห็นได้ทุกๆด้านเมื่อออกมาสู่หน้าจอมีไฟสว่างเห็นสีสันได้อย่าง ชัดเจน ต่อมาได้พัฒนาจากการเล่นหุ่นมาเป็นการเล่นเงา (Shadow Puppet) ต้อง ให้แสงส่องผ่านทะลุจึงจะเห็นเงาชัดเจน มิฉะนั้นจะเป็นรูปทึบมองไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร จึงมีการฉลุลวดลายขึ้นตามศิลปะในท้องถิ่นหรือประเทศนั้นๆ ทำให้เกิดสีสันสวยงามขึ้นเมื่อมีแสงไฟลอดผ่าน ความจริงนี้เราสามารถสังเกตได้จากรูปหนังสมัยก่อน ใช้หนังหนาแสงลอดผ่านไม่ได้แสงขับสีสันออกมาไม่ได้จึงมองเห็นเป็นรูปทึบ แต่ก็เหมาะที่เล่นกลางวันอย่างเช่น หนังชวาและการเล่นหนังใหญ่ของไทย ต่อมาได้มีการพัฒนาการฟอกหนัง เพื่อให้หนังบางเมื่อนำมาแกะสลักเป็นรูปหนังแสงไฟก็จะขับสีสันออกมาให้เห็น ได้อย่างสวยงามยิ่งขึ้นตามที่ปรากฏในรูปหนังตะลุงในปัจจุบัน การแกะรูป หนังตะลุง ผู้แกะรูปหนังหรือศิลปินจะต้องมีพื้นความรู้ มีความคิด มีจินตนาการ และประสบการณ์ เมื่อแกะรูปออกมาแล้วจะต้องสอดคล้องกับประเพณี ความเชื่อ ศาสนา และการแต่งกายของท้องถิ่นหรือประเทศนั้นๆ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. รูปหนังชวา (Wayang Jawa) รูปหนังของชวาหน้าตาจะไม่เหมือนคน เพราะชวาถือว่าเรื่องที่เล่นเป็นของสูง เป็นเทวดา เช่น เรื่อง “มหาภารตะ” และ “รามายณะ” หรือเรื่องที่มีอยู่เดิมในบ้านก็มี คือ อิเหนา ฉะนั้นเทวดารูปร่างหน้าตาจะเหมือนคนไม่ได้
2. รูปหนังใหญ่ของไทย หนัง ใหญ่ของไทยเข้าใจว่าแบบอย่างจากอินเดีย แต่ความคิดและจินตนาการก็เป็นแบบไทย เพราะเราได้แต่วิธีการและเรื่องมา รูปหนังเป็นแผ่นใหญ่มีเรื่องราวเป็นฉากๆแบบเดียวกับของอินเดีย เช่น มีปราสาท เรือน รูปหนังทำด้วยหนังทั้งผืน ใช้ไม้หนีบ (ไม้ตับ) ๒ อัน และไม้สำหรับเชิดมือ ส่วนศิลปะหน้าตาและอื่นๆก็เป็นแบบของไทยเอง
3. รูปหนังวายังเซียม (Wayang Siam) วา ยังเซียม คือ หนังไทย มีเล่นอยู่ตามจังหวัดชายแดนภาคใต้และทางตอนเหนือของมาเลเซีย เป็นหนังผสมกันระหว่างหนังชวากับหนังตะลุงของไทย แต่ก็ยังมีรูปหนังคล้ายๆ หนังชวาบ้าง เช่น แดหวอ (เทวดา) เป็นต้น
การสร้างรูปหนังไทย จากการศึกษาค้นคว้า สรุปได้ว่า หนังของไทยมีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามที่ปรากฏในสมุทรโฆษคำฉันท์ ลักษณะของรูปหนังเป็นแบบรูปหนังใหญ่ ต่อมาอาจจะเห็นว่ารูปหนังใหญ่เป็นรูปใหญ่มาก ทำด้วยหนังทั้งผืน หากมีรูปมากก็ยากต่อการขนย้ายจึงค่อย ๆ ลดขนาดของรูปให้เล็กลง จากรูปหนังใหญ่ก็กลายเป็นรูปเล็ก หรือภายหลังเรียกว่า “หนังตะลุง” เท่าที่ปรากฏหลักฐานทางกรุงเทพมหานคร เรียกว่า หนังตะลุง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก่อนแต่นี้เรียกว่า “หนัง” คนทางภาคใต้ก็เรียกว่า “หนัง” ไม่มีคำว่า ตะลุง แต่เมื่อมีคำว่า ตะลุง เกิดขึ้น หนังเดิมที่คนกรุงเทพฯ เคยรู้จักก็ได้ชื่อว่า หนังใหญ่ ประชาชนทางภาคใต้ เมื่อประมาณ ๔๐ ปีมาแล้ว เรียกหนังตะลุงว่า หนัง อย่างเช่นชาวบ้านจะพูดว่า “ไปแลหนังไหรเล่น” (หนังอะไร) หรือ “หนังเลิก” ต่อมาภายหลังคนภาคใต้รู้ว่าหนังที่ตนดูนั้นชาวกรุงเทพฯเรียกว่า “หนังตะลุง”
ศิลปะในการแกะรูปหนังถ่ายทอดมาจากหนังใหญ่ ยึดแบบหนังใหญ่เป็นหลัก ในการสร้างภายหลังได้มีการดัดแปลงปรับปรุงตามท้องถิ่นตามกาลเวลา วิธีการเล่นอาจนำการเล่นแบบชวามาเล่นบ้าง แล้วก็พัฒนาไปตามแบบของตน ช่างแกะรูปหนังตะลุงเป็นผู้มีความรู้ มีฝีมือทางศิลปะ มีพื้นความรู้ทางประเพณี วัฒนธรรมทุกด้าน มีประสบการณ์ รู้จักใช้จินตนาการรวมทั้งขนบนิยมในการสร้าง ช่างแกะรูปหนังตะลุง แบ่งเป็น 2 พวก คือ
1. นายหนังเป็นช่างแกะเอง นายหนังตะลุงหลายคนที่มีนิยายในการเล่นเป็นของตนเองหมายถึงตนเองเป็นผู้ ประพันธ์ขึ้นมา เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์สูงก็สามารถแกะสลักรูปหนังออกมาตามที่ตนคิด รูปที่แกะออกมาก็จะสมใจผู้เป็นนายหนังมากที่สุด
2. ช่างแกะรูปหนังโดยเฉพาะ บุคคลกลุ่มนี้จะมีอาชีพเป็นช่างแกะรูปหนังโดยเฉพาะเล่นหนังไม่เป็น รู้ถึงความต้องการของนายหนังที่มาสั่งแกะรูป ส่วนมากจะมีอาชีพอื่นประกอบอยู่แล้วงานแกะรูปเป็นงานอดิเรก สามารถแกะรูปหนังตามรูปลักษณ์ที่นายหนังต้องการ บางครั้งก็แกะรูปหนังเตรียมไว้มากมาย รอนายหนังเป็นผู้ไปเลือกซื้อ แต่ส่วนมากจะแกะตามรูปลักษณ์ที่นายหนังไปชี้แนะ
เมื่ออินเดียรับอารยธรรมของกรีกและอียิปต์เข้ามา ในขณะเดียวกันอินเดียก็มีอารยธรรมอันสูงส่ง มีศาสนาพราหมณ์เป็นเจ้าอยู่ ก็นำมาปรับเข้ากับศาสนาและความเชื่อของตนแล้วนำแพร่ขยายลงไปยังอินเดียใต้ จีน เขมร ลาว ไทย ชวา มาลายู บาหลี ฯลฯ วิธีการเล่นหนังเมื่อไปถึงประเทศใด ประเทศนั้นก็รับเอาวิธีการปรับให้เข้าความเชื่อ ประเพณี ศาสนา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของตน เช่น เป็นหนังจีน หนังใหญ่ หนัง Sbek ของเขมร หนังชวา หนังบาหลี หนังทมิฬ และหนังตะลุงของไทย
การเล่นหนังในสมัยแรกๆ น่าจะเป็นหุ่น รูปหุ่นเห็นได้ทุกๆด้านเมื่อออกมาสู่หน้าจอมีไฟสว่างเห็นสีสันได้อย่าง ชัดเจน ต่อมาได้พัฒนาจากการเล่นหุ่นมาเป็นการเล่นเงา (Shadow Puppet) ต้อง ให้แสงส่องผ่านทะลุจึงจะเห็นเงาชัดเจน มิฉะนั้นจะเป็นรูปทึบมองไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร จึงมีการฉลุลวดลายขึ้นตามศิลปะในท้องถิ่นหรือประเทศนั้นๆ ทำให้เกิดสีสันสวยงามขึ้นเมื่อมีแสงไฟลอดผ่าน ความจริงนี้เราสามารถสังเกตได้จากรูปหนังสมัยก่อน ใช้หนังหนาแสงลอดผ่านไม่ได้แสงขับสีสันออกมาไม่ได้จึงมองเห็นเป็นรูปทึบ แต่ก็เหมาะที่เล่นกลางวันอย่างเช่น หนังชวาและการเล่นหนังใหญ่ของไทย ต่อมาได้มีการพัฒนาการฟอกหนัง เพื่อให้หนังบางเมื่อนำมาแกะสลักเป็นรูปหนังแสงไฟก็จะขับสีสันออกมาให้เห็น ได้อย่างสวยงามยิ่งขึ้นตามที่ปรากฏในรูปหนังตะลุงในปัจจุบัน การแกะรูป หนังตะลุง ผู้แกะรูปหนังหรือศิลปินจะต้องมีพื้นความรู้ มีความคิด มีจินตนาการ และประสบการณ์ เมื่อแกะรูปออกมาแล้วจะต้องสอดคล้องกับประเพณี ความเชื่อ ศาสนา และการแต่งกายของท้องถิ่นหรือประเทศนั้นๆ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. รูปหนังชวา (Wayang Jawa) รูปหนังของชวาหน้าตาจะไม่เหมือนคน เพราะชวาถือว่าเรื่องที่เล่นเป็นของสูง เป็นเทวดา เช่น เรื่อง “มหาภารตะ” และ “รามายณะ” หรือเรื่องที่มีอยู่เดิมในบ้านก็มี คือ อิเหนา ฉะนั้นเทวดารูปร่างหน้าตาจะเหมือนคนไม่ได้
2. รูปหนังใหญ่ของไทย หนัง ใหญ่ของไทยเข้าใจว่าแบบอย่างจากอินเดีย แต่ความคิดและจินตนาการก็เป็นแบบไทย เพราะเราได้แต่วิธีการและเรื่องมา รูปหนังเป็นแผ่นใหญ่มีเรื่องราวเป็นฉากๆแบบเดียวกับของอินเดีย เช่น มีปราสาท เรือน รูปหนังทำด้วยหนังทั้งผืน ใช้ไม้หนีบ (ไม้ตับ) ๒ อัน และไม้สำหรับเชิดมือ ส่วนศิลปะหน้าตาและอื่นๆก็เป็นแบบของไทยเอง
3. รูปหนังวายังเซียม (Wayang Siam) วา ยังเซียม คือ หนังไทย มีเล่นอยู่ตามจังหวัดชายแดนภาคใต้และทางตอนเหนือของมาเลเซีย เป็นหนังผสมกันระหว่างหนังชวากับหนังตะลุงของไทย แต่ก็ยังมีรูปหนังคล้ายๆ หนังชวาบ้าง เช่น แดหวอ (เทวดา) เป็นต้น
การสร้างรูปหนังไทย จากการศึกษาค้นคว้า สรุปได้ว่า หนังของไทยมีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามที่ปรากฏในสมุทรโฆษคำฉันท์ ลักษณะของรูปหนังเป็นแบบรูปหนังใหญ่ ต่อมาอาจจะเห็นว่ารูปหนังใหญ่เป็นรูปใหญ่มาก ทำด้วยหนังทั้งผืน หากมีรูปมากก็ยากต่อการขนย้ายจึงค่อย ๆ ลดขนาดของรูปให้เล็กลง จากรูปหนังใหญ่ก็กลายเป็นรูปเล็ก หรือภายหลังเรียกว่า “หนังตะลุง” เท่าที่ปรากฏหลักฐานทางกรุงเทพมหานคร เรียกว่า หนังตะลุง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก่อนแต่นี้เรียกว่า “หนัง” คนทางภาคใต้ก็เรียกว่า “หนัง” ไม่มีคำว่า ตะลุง แต่เมื่อมีคำว่า ตะลุง เกิดขึ้น หนังเดิมที่คนกรุงเทพฯ เคยรู้จักก็ได้ชื่อว่า หนังใหญ่ ประชาชนทางภาคใต้ เมื่อประมาณ ๔๐ ปีมาแล้ว เรียกหนังตะลุงว่า หนัง อย่างเช่นชาวบ้านจะพูดว่า “ไปแลหนังไหรเล่น” (หนังอะไร) หรือ “หนังเลิก” ต่อมาภายหลังคนภาคใต้รู้ว่าหนังที่ตนดูนั้นชาวกรุงเทพฯเรียกว่า “หนังตะลุง”
ศิลปะในการแกะรูปหนังถ่ายทอดมาจากหนังใหญ่ ยึดแบบหนังใหญ่เป็นหลัก ในการสร้างภายหลังได้มีการดัดแปลงปรับปรุงตามท้องถิ่นตามกาลเวลา วิธีการเล่นอาจนำการเล่นแบบชวามาเล่นบ้าง แล้วก็พัฒนาไปตามแบบของตน ช่างแกะรูปหนังตะลุงเป็นผู้มีความรู้ มีฝีมือทางศิลปะ มีพื้นความรู้ทางประเพณี วัฒนธรรมทุกด้าน มีประสบการณ์ รู้จักใช้จินตนาการรวมทั้งขนบนิยมในการสร้าง ช่างแกะรูปหนังตะลุง แบ่งเป็น 2 พวก คือ
1. นายหนังเป็นช่างแกะเอง นายหนังตะลุงหลายคนที่มีนิยายในการเล่นเป็นของตนเองหมายถึงตนเองเป็นผู้ ประพันธ์ขึ้นมา เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์สูงก็สามารถแกะสลักรูปหนังออกมาตามที่ตนคิด รูปที่แกะออกมาก็จะสมใจผู้เป็นนายหนังมากที่สุด
2. ช่างแกะรูปหนังโดยเฉพาะ บุคคลกลุ่มนี้จะมีอาชีพเป็นช่างแกะรูปหนังโดยเฉพาะเล่นหนังไม่เป็น รู้ถึงความต้องการของนายหนังที่มาสั่งแกะรูป ส่วนมากจะมีอาชีพอื่นประกอบอยู่แล้วงานแกะรูปเป็นงานอดิเรก สามารถแกะรูปหนังตามรูปลักษณ์ที่นายหนังต้องการ บางครั้งก็แกะรูปหนังเตรียมไว้มากมาย รอนายหนังเป็นผู้ไปเลือกซื้อ แต่ส่วนมากจะแกะตามรูปลักษณ์ที่นายหนังไปชี้แนะ
คุณค่าและบทบาทงานช่างแกะรูปหนังตะลุงต่อวิถีชีวิตคนในท้องถิ่น
การแกะรูปหนังตะลุง
เป็นงานศิลปหัตกรรมพื้นบ้านที่มีคุณค่าและมีบทบาทต่อวิถีชีวิตของคนในท้อง ถิ่นมานานหลายร้อยปี
วัตถุประสงค์หลักของการแกะรูปหนังตะลุงในอดีตก็เพื่อใช้ในการแสดงหนังตะลุง เท่านั้น
เป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษในครอบครัวของตนหรือเรียน รู้ด้วยการฝึกหัด
ฝึกฝนเป็นหลัก จากเพื่อนบ้านในหมู่บ้านของตน ซึ่งการแกะรูปหนังตะลุงนั้นมักจะแกะอยู่ในกรอบของวิถีชีวิต
สังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งรูปแบบและลวดลาย ที่มีคุณค่าด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. คุณค่าด้านสังคม สามารถก่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน ตั้งแต่ด้านครอบครัว ด้านชุมชน ด้านความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนี้
1.1 ด้านครอบครัว การเรียนรู้สืบทอดภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ จากพ่อสู่ลูก ส่งผล
ครอบครัวมีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิด ก่อให้เกิดความรัก ความเข้าใจ ความผูกพันอันทรงคุณค่ายิ่งในครอบครัว
1.2 ด้าน ชุมชน การเรียนรู้การแกะรูปหนังตะลุงในหมู่เพื่อนบ้านและการที่หลายๆ ครอบครัวได้เข้ามารวมกลุ่มแกะหนังตะลุงขึ้นมาเป็นการใช้กระบวนการทำงานแบบ การรวมกลุ่มทำงานในรูปแบบของสมาชิกกลุ่ม ทำให้มีการเคารพต่อกันและการอาศัยอยู่ร่วมกับคนอื่นภายใต้กฎระเบียบสังคม เดียวกัน ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชุมชน ส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็งและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน
1.3 ด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน เมื่อมีกลุ่มแกะหนังตะลุงเกิดขึ้นในชุมชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาตลาดภายนอกชุมชนเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียน รู้และสร้างรายได้ให้กับชุมชน เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชุมชนอื่นๆ อีกด้วย
1.4 ด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะ เห็นได้ว่าจากการที่รูปหนังตะลุงที่แกะเป็นของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่แกะจากหนังวัว หนังควายนั้น เป็นที่สนใจของคนทั่วไปและชาวต่างชาติเป็นอย่างดี ถือได้ว่าการแกะรูปหนังตะลุงเป็นงานศิลปหัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด พัทลุงและของภาคใต้ เป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่สามารถเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชม ทัศนศึกษาและได้ซื้อผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านการแกะรูปหนังตะลุงกลับไป สู่ประเทศของตน ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของตน ที่สามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมไปสู่ต่างประเทศได้และเป็นส่วนหนึ่งในการแลก เปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมกับต่างประเทศ ทำให้ภูมิปัญญาไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีขึ้นตามมาด้วย
2. คุณค่าด้านศาสนา ความ เชื่อในด้านศาสนาที่มีอยู่ในท้องถิ่น โดยจะแกะหนังเป็นรูปพระเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและกราบไหว้สักการะ บูชา
1. คุณค่าด้านสังคม สามารถก่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน ตั้งแต่ด้านครอบครัว ด้านชุมชน ด้านความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนี้
1.1 ด้านครอบครัว การเรียนรู้สืบทอดภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ จากพ่อสู่ลูก ส่งผล
ครอบครัวมีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิด ก่อให้เกิดความรัก ความเข้าใจ ความผูกพันอันทรงคุณค่ายิ่งในครอบครัว
1.2 ด้าน ชุมชน การเรียนรู้การแกะรูปหนังตะลุงในหมู่เพื่อนบ้านและการที่หลายๆ ครอบครัวได้เข้ามารวมกลุ่มแกะหนังตะลุงขึ้นมาเป็นการใช้กระบวนการทำงานแบบ การรวมกลุ่มทำงานในรูปแบบของสมาชิกกลุ่ม ทำให้มีการเคารพต่อกันและการอาศัยอยู่ร่วมกับคนอื่นภายใต้กฎระเบียบสังคม เดียวกัน ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชุมชน ส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็งและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน
1.3 ด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน เมื่อมีกลุ่มแกะหนังตะลุงเกิดขึ้นในชุมชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาตลาดภายนอกชุมชนเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียน รู้และสร้างรายได้ให้กับชุมชน เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชุมชนอื่นๆ อีกด้วย
1.4 ด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะ เห็นได้ว่าจากการที่รูปหนังตะลุงที่แกะเป็นของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่แกะจากหนังวัว หนังควายนั้น เป็นที่สนใจของคนทั่วไปและชาวต่างชาติเป็นอย่างดี ถือได้ว่าการแกะรูปหนังตะลุงเป็นงานศิลปหัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด พัทลุงและของภาคใต้ เป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่สามารถเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชม ทัศนศึกษาและได้ซื้อผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านการแกะรูปหนังตะลุงกลับไป สู่ประเทศของตน ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของตน ที่สามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมไปสู่ต่างประเทศได้และเป็นส่วนหนึ่งในการแลก เปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมกับต่างประเทศ ทำให้ภูมิปัญญาไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีขึ้นตามมาด้วย
2. คุณค่าด้านศาสนา ความ เชื่อในด้านศาสนาที่มีอยู่ในท้องถิ่น โดยจะแกะหนังเป็นรูปพระเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและกราบไหว้สักการะ บูชา
3. คุณค่าด้านวัฒนธรรม อันประกอบด้วย
ด้านความ เชื่อ ช่างแกะหนังในจังหวัดพัทลุง มีวัฒนธรรมความเชื่อถือผีบรรพบุรุษ โดยมีความเชื่อเกี่ยวกับการไหว้ครูช่าง โดยความเชื่อนับถือครูบาอาจารย์ที่ประสาทวิชาความรู้การแกะหนังตะลุงมาสู่ รุ่นลูกรุ่นหลาน และไหว้วิญญาณของบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นความเชื่อว่า วิญญาณของบรรพบุรุษยังมีความรักความห่วงใยลูกหลาน คอยพิทักษ์รักษาดูแลทุกคนในวงเครือญาติให้อยู่อย่างปลอดภัย มีความเจริญในหน้าที่การงาน
นอกจากจะมีความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษแล้ว ยังมีความเชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ช่างแกะหนังตะลุงมีความเชื่อว่า การทำรูปหนังพวกฤาษี รูปตัวตลก จะนิยมใช้หนังหมี หนังเสือมาแกะรูป ส่วนรูปหนังพระอิศวร พระนารายณ์ ใช้หนังวัวที่ถูกเสือกัดตาย หรือออกลูกหรือถูกฟ้าผ่าตาย เรียกว่า ตายพราย วัวที่ถูกฟ้าผ่าตายและหนังวัวที่ตายทั้งกลม โดยมีความเชื่อว่าหนังชนิดนี้มีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นความเชื่อด้านเหนือสิ่งธรรมชาติ ในเรื่องของภูตผีปีศาจอยู่ ช่างแกะหนังในจังหวัดพัทลุงทุกคนเคารพและนับถือความเชื่อด้านสิ่งเหนือ ธรรมชาติที่สิงสถิตอยู่ที่ตัวรูปหนังและจะบูชากราบไหว้ และถือว่าตัวรูปหนังดังกล่าวนำความเจริญ โชคลาภ ความดีความงามมาสู่แก่ช่างแกะหนังทุก ๆ คน
นอกจากความเชื่อดังกล่าวแล้ว ในการแสดงหนังตะลุงก็มีความเชื่อว่า การเชิดรูปพระอิศวร เป็นตัวที่ 2 ต่อจากรูปฤาษี เป็นรูปสำคัญตัวหนึ่งที่หนังตะลุงทุกคณะต้องเชิดตามขนบนิยมทุกครั้งที่มีการ แสดง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า รูปพระอิศวร เป็นสื่อเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมหนังตะลุงกับคตินิยม ตามลัทธิศาสนาพราหมลัทธิไศวนิกายที่ถือเอาพระศิวเทพเป็นใหญ่ในตรีมูรติ (พระศิวะ พระวิษณะ และพระพรหม)
4. คุณค่าด้านเศรษฐกิจ จากในอดีตการที่ช่างแกะรูปหนังตะลุง แกะเพื่อใช้ในการแสดงหนังตะลุงเท่านั้น ทำให้มีการแกะกันเพียงไม่กี่ครัวเรือน ปัจจุบัน การแกะรูปหนังตะลุงมีทั้งแกะสำหรับการแสดงและแกะเพื่อเป็นสินค้า เป็นของที่ระลึก และใช้ประดับตกแต่ง ทำให้การแกะรูปหนังตะลุงฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง สามารถเพิ่มเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทั้งยังก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชุมชนอื่น ๆ อีกด้วย 5. คุณค่าด้านความสุนทรีย์ การแกะรูปหนังตะลุง ต้องเป็นคนที่มีความรู้สามารถ ความเข้าใจและความชำนาญในด้านศิลปะเป็นอย่างดี โดยเฉพาะลวดลายไทย ที่ต้องใช้ในการแกะหนัง และสามารถวาดรูปและลงสีให้สวยงามเกิดความสุนทรีย์ในผลิตภัณฑ์ ส่งผลในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้อีกประการหนึ่งด้วย
6. คุณค่าด้านการสร้างจิตนิสัย จากการที่ชาวบ้านได้รวมกลุ่มทำศิลปหัตถกรรมการแกะหนังตะลุง เป็นการรวมกลุ่มกันทำให้เกิดคุณค่าด้านการสร้างจิตนิสัยเกิดความสัมพันธ์กัน เป็นสังคมท้องถิ่น ส่งผลให้ชาวบ้านสร้างจิตนิสัยในด้านต่างๆ 6 ด้าน ได้แก่ ความสามัคคีในกลุ่ม ความอดทน ความมีจิตใจเอื้ออารี ความขยันหมั่นเพียร ความประหยัดและการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
7. คุณค่าด้านการช่วยลดภาวะโลกร้อน ศิลปหัตกรรมการแกะรูปหนังตะลุงสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ด้วยเหตุผล ดังนี้
7.1 ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เป็นการช่วยในการลดการแพร่กระจายของกาซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิดมลภาวะเป็นพิษ ใช้แรงงานจากบุคคลในการผลิต มากกว่าใช้เทคโนโลยี และไม่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ใช้เครื่องมือที่ไม่ใช้พลังงานมาก
7.2 ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน โดยนำขนวัว ขนควาย เศษหนังที่ไม่ใช้ นำมาทำปุ๋ยแทนการใช้ปุ๋ยชีวภาพ
7.3 ใช้พลังงานทดแทน โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการตากหนัง
7.4 การ รวมกลุ่มอาชีพ รวมกลุ่มสร้างตลาดผู้บริโภค-ผู้ผลิตโดยตรงในท้องถิ่น เพื่อลดกระบวนการขนส่งผ่านพ่อค้าคนกลางที่ต้องใช้พลังงานและน้ำมันในการ คมนาคมขนส่งงานหัตถกรรมไปยังตลาด
ด้านความ เชื่อ ช่างแกะหนังในจังหวัดพัทลุง มีวัฒนธรรมความเชื่อถือผีบรรพบุรุษ โดยมีความเชื่อเกี่ยวกับการไหว้ครูช่าง โดยความเชื่อนับถือครูบาอาจารย์ที่ประสาทวิชาความรู้การแกะหนังตะลุงมาสู่ รุ่นลูกรุ่นหลาน และไหว้วิญญาณของบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นความเชื่อว่า วิญญาณของบรรพบุรุษยังมีความรักความห่วงใยลูกหลาน คอยพิทักษ์รักษาดูแลทุกคนในวงเครือญาติให้อยู่อย่างปลอดภัย มีความเจริญในหน้าที่การงาน
นอกจากจะมีความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษแล้ว ยังมีความเชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ช่างแกะหนังตะลุงมีความเชื่อว่า การทำรูปหนังพวกฤาษี รูปตัวตลก จะนิยมใช้หนังหมี หนังเสือมาแกะรูป ส่วนรูปหนังพระอิศวร พระนารายณ์ ใช้หนังวัวที่ถูกเสือกัดตาย หรือออกลูกหรือถูกฟ้าผ่าตาย เรียกว่า ตายพราย วัวที่ถูกฟ้าผ่าตายและหนังวัวที่ตายทั้งกลม โดยมีความเชื่อว่าหนังชนิดนี้มีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นความเชื่อด้านเหนือสิ่งธรรมชาติ ในเรื่องของภูตผีปีศาจอยู่ ช่างแกะหนังในจังหวัดพัทลุงทุกคนเคารพและนับถือความเชื่อด้านสิ่งเหนือ ธรรมชาติที่สิงสถิตอยู่ที่ตัวรูปหนังและจะบูชากราบไหว้ และถือว่าตัวรูปหนังดังกล่าวนำความเจริญ โชคลาภ ความดีความงามมาสู่แก่ช่างแกะหนังทุก ๆ คน
นอกจากความเชื่อดังกล่าวแล้ว ในการแสดงหนังตะลุงก็มีความเชื่อว่า การเชิดรูปพระอิศวร เป็นตัวที่ 2 ต่อจากรูปฤาษี เป็นรูปสำคัญตัวหนึ่งที่หนังตะลุงทุกคณะต้องเชิดตามขนบนิยมทุกครั้งที่มีการ แสดง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า รูปพระอิศวร เป็นสื่อเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมหนังตะลุงกับคตินิยม ตามลัทธิศาสนาพราหมลัทธิไศวนิกายที่ถือเอาพระศิวเทพเป็นใหญ่ในตรีมูรติ (พระศิวะ พระวิษณะ และพระพรหม)
4. คุณค่าด้านเศรษฐกิจ จากในอดีตการที่ช่างแกะรูปหนังตะลุง แกะเพื่อใช้ในการแสดงหนังตะลุงเท่านั้น ทำให้มีการแกะกันเพียงไม่กี่ครัวเรือน ปัจจุบัน การแกะรูปหนังตะลุงมีทั้งแกะสำหรับการแสดงและแกะเพื่อเป็นสินค้า เป็นของที่ระลึก และใช้ประดับตกแต่ง ทำให้การแกะรูปหนังตะลุงฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง สามารถเพิ่มเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทั้งยังก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชุมชนอื่น ๆ อีกด้วย 5. คุณค่าด้านความสุนทรีย์ การแกะรูปหนังตะลุง ต้องเป็นคนที่มีความรู้สามารถ ความเข้าใจและความชำนาญในด้านศิลปะเป็นอย่างดี โดยเฉพาะลวดลายไทย ที่ต้องใช้ในการแกะหนัง และสามารถวาดรูปและลงสีให้สวยงามเกิดความสุนทรีย์ในผลิตภัณฑ์ ส่งผลในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้อีกประการหนึ่งด้วย
6. คุณค่าด้านการสร้างจิตนิสัย จากการที่ชาวบ้านได้รวมกลุ่มทำศิลปหัตถกรรมการแกะหนังตะลุง เป็นการรวมกลุ่มกันทำให้เกิดคุณค่าด้านการสร้างจิตนิสัยเกิดความสัมพันธ์กัน เป็นสังคมท้องถิ่น ส่งผลให้ชาวบ้านสร้างจิตนิสัยในด้านต่างๆ 6 ด้าน ได้แก่ ความสามัคคีในกลุ่ม ความอดทน ความมีจิตใจเอื้ออารี ความขยันหมั่นเพียร ความประหยัดและการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
7. คุณค่าด้านการช่วยลดภาวะโลกร้อน ศิลปหัตกรรมการแกะรูปหนังตะลุงสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ด้วยเหตุผล ดังนี้
7.1 ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เป็นการช่วยในการลดการแพร่กระจายของกาซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิดมลภาวะเป็นพิษ ใช้แรงงานจากบุคคลในการผลิต มากกว่าใช้เทคโนโลยี และไม่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ใช้เครื่องมือที่ไม่ใช้พลังงานมาก
7.2 ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน โดยนำขนวัว ขนควาย เศษหนังที่ไม่ใช้ นำมาทำปุ๋ยแทนการใช้ปุ๋ยชีวภาพ
7.3 ใช้พลังงานทดแทน โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการตากหนัง
7.4 การ รวมกลุ่มอาชีพ รวมกลุ่มสร้างตลาดผู้บริโภค-ผู้ผลิตโดยตรงในท้องถิ่น เพื่อลดกระบวนการขนส่งผ่านพ่อค้าคนกลางที่ต้องใช้พลังงานและน้ำมันในการ คมนาคมขนส่งงานหัตถกรรมไปยังตลาด
วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556
หนังตะลุง
หนังตะลุง
หนังตะลุงเป็นศิลปะการแสดงประจำท้องถิ่นอย่างหนึ่งของภาคใต้ เป็นการเล่าเรื่องราวที่ผูกร้อยให้เป็นนิยาย
ดำเนินเรื่องด้วยบทร้อยกรองที่ขับร้องเป็นสำเนียงท้องถิ่น หรือที่เรียกกันว่าการ
"ว่าบท" มีบทสนทนาแทรกเป็นระยะ
และใช้การแสดงเงาบนจอผ้าเป็นสิ่งดึงดูดสายตาของผู้ชม ซึ่งการที่จะว่าบท การสนทนา
และการแสดงเงานี้ 25นายหนังตะลุงเป็นคนแสดงเองทั้งหมด
หนังตะลุงเป็นมหรสพที่นิยมแพร่หลายอย่างยิ่งมาเป็นเวลานาน
โดยเฉพาะในยุคสมัยก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้กันทั่วถึงทุกหมู่บ้านอย่างในปัจจุบัน
หนังตะลุงแสดงได้ทั้งในงานบุญและงานศพ ดังนั้นงานวัด งานศพ
หรืองานเฉลิมฉลองที่สำคัญจึงมักมีหนังตะลุงมาแสดงให้ชมด้วยเสมอ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
หนังตะลุงกลับกลายเป็นความบันเทิงที่ต้องจัดหามาในราคาที่
"แพงและยุ่งยากกว่า" เมื่อเทียบกับภาพยนตร์ เพราะการจ้างหนังตะลุงมาแสดง
เจ้าภาพต้องจัดทำโรงหนังเตรียมไว้ให้ และเพราะหนังตะลุงต้องใช้แรงงานคน (และฝีมือ)
มากกว่าการฉายภาพยนตร์ ค่าจ้างต่อคืนจึงแพงกว่า
ยุคที่การฉายภาพยนตร์เฟื่องฟู หนังตะลุงและการแสดงท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น มโนราห์ รองแง็ง ฯลฯ ก็ซบเซาลง
ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคที่ทุกบ้านมีโทรทัศน์ดู
ละครโทรทัศน์จึงเป็นความบันเทิงราคาถูกและสะดวกสบาย
ที่มาแย่งความสนใจไปจากศิลปะพื้นบ้านเสียเกือบหมด ปัจจุบัน โครงการศิลปินแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปะการแสดงหนังตะลุงให้แก่อนุชนรุ่นหลัง
เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่สืบไปชาว ต.อุไดเจริญ แสดง “หนังตะลุงคน” เทิดพระเกียรติ 84 พรรษา
ชาวบ้าน ต.อุไดเจริญ แสดง “หนังตะลุงคน” สะท้อนการดำเนินชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
คณะหนังตะลุงคนบ้านผัง 4 ต.อุไดเจริญ อ.ควนกาหลง จ.สตูล จัดแสดงหนังตะลุงคนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม นี้ โดยมีชาวบ้านในพื้นที่ ต.อุไดเจริญ
ร่วมแสดงละครสะท้อนชีวิตสังคม การดำเนินชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
หัว ที่ทรงทำเพื่อประชาชน ถ่ายทอดสะท้อนผ่านตัวละครที่แสดงเป็นหนังตะลุง โดยมีประชาชนและนักเรียนรับชมที่บริเวณแหล่งน้ำสวนเฉลิมพระเกียรติพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หมู่ที่ 9 ต.อุใดเจริญ อ.ควนกาหลง
จ.สตูล เป็นจำนวนมาก
สำหรับ “หนังตะลุงคน” ดังกล่าว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสตูล กลุ่มชาวบ้านรักษ์วัฒนธรรม ต.อุไดเจริญ และกลุ่ม อสม.ได้ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาเป็นที่แรก
สำหรับ “หนังตะลุงคน” ดังกล่าว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสตูล กลุ่มชาวบ้านรักษ์วัฒนธรรม ต.อุไดเจริญ และกลุ่ม อสม.ได้ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาเป็นที่แรก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)